2007/Sep/11

หมาป่าเดียวดาย ตอนที่ 1: ชมบุปผายามอรุณ

[............บุปผางามแม้อยากเด็ดมาดอมดม แต่เมื่อใดที่เด็ดมันออกมา ในไม่ช้ามันก็จะเหี่ยว และไม่มีวันแย้มบานขึ้นมาใหม่ได้อีก.........]

แสงแดดยามเช้า ที่ส่องผ่านใบจามจุรีที่พึ่งจะตื่นเพื่อเริ่มสังเคราะห์แสง กระทบบนใบหน้าของหมาป่าตัวนึง จนทำให้รู้สึกแสบตา แต่ก็ให้ความรู้สึกสดชื่นไม่ต่างกับบรรยากาศนอกเมืองเลยแม้แต่น้อย

อา...... แม้วันนี้จะไม่มีหวังอะไรกับความรัก

แม้วันนี้จะเดินโดดเดี่ยวเดียวดาย ดุจหมาป่าหลงฝูง ก็ตาม

แต่การได้อยู่คนเดียว เดินไปไหนมาไหนคนเดียวโดยไม่มีโซ่ล่ามเหมือน สุนัขบ้านบางตัวก็รู้สึกดีมิใช่น้อย

เสียงฝีเท้าของหมาป่าค่อยข้างรัวแสดงถึงความรวดเร็ว แม้เป็นการเดินธรรมดาแต่ก็สามารถแซง หมี กระต่าย หรือ เสือ บางตัวที่เดินเพ่นพ่านเกลื่อนไปหมดทำให้บางทีเดินไป ก็ทักทายเพื่อนฝูงแล้วก็จากไป ตามสไตล์ของมัน

ยิ่งมันเดินเร็วขึ้นเมื่อไหร่ กระแสลมก็ยิ่งพัดผ่านใบหน้ามันแรงขึ้นเท่านั้น มันเริ่มเดินจาก สถานที่ที่เรียกว่า สนามลานเกียร์ เพื่อมุ่งไปยัง บริเวณป่าสามย่าน เพื่อหาอาหารมาประทังชีวิตในยามเช้า

ระหว่างทาง มันก็ได้พบบุปผางามมากมาย ที่กำลังเร่งรีบเข้ามาในป่าจามจุรีแห่งนี้

ดอกไม้บางดอก ก็มีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอมรัญจวนใจ

บางดอกแม้ไม่มีสีสันสวยงาม แต่ก็แย้มบานรับแสงตะวัน แต่งเติมโลกนี้ให้สดใสขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

บุปผางามแม้อยากเด็ดมาดอมดม แต่เมื่อใดที่เด็ดมันออกมา ในไม่ช้ามันก็จะเหี่ยว และไม่มีวันแย้มบานขึ้นมาใหม่ได้อีก

อันนี้เป็นสัจธรรม ที่หมาป่าผู้เดียวดายรู้ดี และก็รู้ตัวพอว่าความรักสันโดษของมันมิอาจจะดูแลต้นไม้ที่มีดอกสวยงามได้ตลอดเวลาได้

อา...... แม้มิได้เป็นเจ้าของ แต่ก็ยังสามารถชื่มชมได้ตลอดเวลา

................................................

หมาป่าเดินต่อไป บริเวณทุ่งดอกไม้วิทยา ก็พบ ทุ่งดอกไม้จริงๆ เจ้าหมาป่ายังจำได้ว่า เมื่อ 2 ปีก่อนทุ่งนี้ยังเป็นแค่ต้นไม้เล็กๆที่ไม่มีดอกแม้แต่ดอกเดียว แต่เดี๋ยวนี้มันได้งอกงาม สูงจนเลยหัวหมาป่าที่ตัวสูงถึง 180 กว่า cm ได้และ ก็ยังออกดอกบานสะพรั่งงดงามให้ดอมดม ยิ่งทำให้อยากเด็ดออกมาชื่นชมยิ่งนัก แต่ก็ต้องยั้งใจไว้เช่นเดิม

ทุ่งดอกไม้แห่งทุ่งวิทยา

กว่าจะเดินลอดถ้ำใต้ดิน จนมาถึงฝั่งตรงข้าม และเดินไป กินเป็ดย่างที่สามย่าน ก็ล่อเวลาไปมิใช่น้อย จนเลยเวลาเริ่ม ศึกษาหาความรู้ ในป่าจามจุรี แล้ว

หมาป่าผู้เดียวดาย จึงไม่กลับป่าจามจุรี แต่มันกลับหันตัวพุ่งไปยัง สวนลุมป่าที่แสนพิศวง และเป็นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์มาก แทน

..............จบ ตอนที่1 (ติดตามตอนต่อไป)

2007/Aug/21

สวัสดีครับ !!!!!

ยินดีต้อนรับสู่บล็อค ของ ผมนะครับ blog ผมก็ไม่มีอะไรจริงๆ เหอเหอ

มีแต่เรื่องที่คิดแล้วอยากเขียนลงไป อาจจะดูมั่วๆ แต่ก็คิดจากสิ่งที่ได้พบเห็นและการ

อ่านมา อาจพอเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

xxxPunxxx

2007/Aug/21

พรหมลิขิต กรรม หรือ แค่บังเอิญ โดย ปั้น

อย่างแรกต้องกล่าวสวัสดีทุกคนที่เข้ามาอ่าน นี่เป็น บทความที่วิเคราะห์มาจากส่วนลึกของจิตใจไหลไปยังเส้นประสาทรอบสมอง กลั่นกรองออกมาอย่างมั่วซั่วเป็น บทแรกของผม ก็ไม่มีอะไรมาก อ่านแล้วอย่าเครียดนะครับ 5555+++

คุณอาจจะเคยได้ยินเพลงเหล่านี้
.....
ตกลงคือพรหมลิขิตใช่มั้ยที่เขียนให้เป็นอย่างนั้น..........

หรือไม่คุณอาจจะ เจอละครน้ำเน่า ที่พระเอกกับนางเอก อยู่ดีๆก็เดินชนกัน แล้วก็สบตากันปิ๊งปั๊ง แล้วก็รักกันจนจบ

เหตุการณ์เหล่านี้หลายคนอาจเรียกว่า พรหมลิขิต หรือบางคนอาจบอกว่า นี่เป็นแค่ความบังเอิญไม่มีใครกำหนดอะไรหรอก หรืออีกหลายเหตุผลหลากหลายความคิดต่างๆนานาๆที่แตกต่างออกไป

พรหมลิขิตที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ผมได้มาจากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ของ อ.สุวินัย ภรณวลัย ซึ่งเขียนไว้ได้พอจะเป็นแนวคิดในการใช้ชีวิตได้ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

ความบังเอิญ หรือ พรหมลิขิต นั้น มีตัวกำหนดมาจาก กรรม หรือ การกระทำของเราในอดีต ซึ่ง กรรมหรือการกระทำของเราในอดีต เป็นตัวทำให้เรา เลือกทางเลือก(Choice) เพื่อทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้น

อธิบายจากนิยามข้างบนอาจไม่เข้าใจ งั้นเราจะมาพูดถึงคำว่ากรรมกันก่อน

กรรม ที่ผมเข้าใจคือ เป็นการกระทำ ไม่ว่าจะในอดีต หรือปัจจุบัน ซึ่งจะเกิดส่งผลต่อปัจจุบัน หรืออนาคต กรรมสามารถถ่ายทอดจากคนสู่คนจากความสัมพันธ์ได้ เช่น พ่อแม่ ไปสู่ลูกหลาน เป็นต้น
ถ้าอ่านในหนังสือ อ.สุวินัย จะกล่าวถึงสมองชั้น อะไรก็ไม่รู้ ประมาณว่ามันเป็นตัวเก็บข้อมูลของพ่อแม่มายังตัวเรา แต่คงจะเข้าใจยาก จึงอยากอธิบายง่ายๆ ว่า
สมมติว่า เราทำกรรมไว้อย่างนึง แน่นอน คนที่เรารักที่สุดก็ควรจะเป็นลูกของเรา แน่นอนกรรมที่เราไปรักลูกมันก็เหมือนกับเป็นการเชื่อมต่อ กรรมของเราไปตกยังคนที่เรารัก เพราะสมมติ เราไปฆ่าคนๆนึง แล้ว วันนึงลูกเราโดนฆ่าตาย แน่นอน เราต้องรับกรรมคือเสียใจที่ลูกตาย ซึ่งอาจทรมานกว่าโดนฆ่าเองก็เป็นได้ หรือ กรรมอาจเกี่ยวโดยไม่สัมพันธ์ในปัจจุบันเลยก็ได้ แต่จะกล่าวอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะแค่คนเรา ยืนนิ่ง หรือ เคลื่อนไหว ยังมีผลกระทบต่อ ระบบแรงดึงดูดระหว่างมวลเลยด้วยซ้ำ คงเคยได้ยิน " เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวนะครับ - butterfly effects" ก็ออกแนวประมาณนั้น

อา....พร่ำเพ้อมาซะนานมาเข้าเรื่อง พรหมลิขิตต่อดีกว่า

ที่บอกว่า พรหมลิขิต เกิดจาก ทางเลือกของเรา ก็คือสมมติผมยกตัวอย่างตัวของผมเอง

คือ ประมาณว่าผม admission ได้หมอ กับ วิศวะ คือตอนนี้ผมก็ไปชอบคนในคณะวิศวะของผมแล้วอ่ะ คืออยากจะบอกว่า ถ้า ผมเลือกหมอ แน่นอน คนที่ผมชอบก็ต้องเปลี่ยนไป เพื่อนก็เปลี่ยน ไม่ได้เจอเพื่อนในวิศวะอย่างปัจจุบัน แค่นี้ก็เรียกว่าพรหมลิขิตได้มั้ย อาจจะกลายเป็นว่า เพราะพรหมลิขิตทำให้ฉันมาเจอเธอ เลย เหอเหอ ตามแนวน้ำเน่าทั่วไป

แล้วทำไมจึงเลือก วิศวะ ล่ะ ก็อาจเป็นเพราะกรรมในอดีตที่ถูกปลูกฝังมาและมุ่งมั่นที่เข้าวิศวะ ทั้งพ่อผมเป็นวิศวะด้วย และเหตุปัจจัย ความขี้เกียจเรียนหนักอย่างหมอด้วย รวมเข้ามาเป็นสาเหตุให้ผมเลือกวิศวะ ซึ่งเหตุผลที่กล่าวมา ก็เกิดมาจาก กรรม หรืออะไรในอดีต เป็นตัวให้เราเลือกทางเดิน

บางคนอาจจะเถียง อ้าวมันก็อยู่ที่ตัวเราเองไม่ใช่หรอ เราเป็นคนเลือก เราเป็นคนตัดสินใจนี่นา......ใช่ครับ เราเป็นคนตัดสินใจ แต่ว่า กรรมที่มันติดอยู่กับตัวเรา การกระทำของเราในอดีตจะส่งผลต่อการตัดสินใจของเรา เช่น เด็กๆผมถูกปลูกฝังให้เป็นหมอ หรือไม่ก็ ประพฤติตนเป็นเด็กขยัน หรือพ่อเป็นหมอ ผมอาจเลือกหมอก็ได้ ใครจะไปรู้

ทีนี้ก็เข้าใจแล้วว่า พรหมลิขิต หรือ ความบังเอิญ มีต้นเหตุมาจาก การเลือก
แต่เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเดินไปทางซ้ายจะโดนรถชน เดินไปทางขวาจะเจอนางในดวงใจ
ไม่มีทางรู้ครับ เพราะคนเราไม่รู้อดีตที่ผ่านมาในหลายชาติ(อาจออกเข้าแนวธรรมะแล้วล่ะครับ)

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราจะเปลี่ยนแปลง พรหมลิขิต หรือเรียก หลายๆพรหมลิขิตว่าชะตากรรม ของเราได้คือ การปรับที่กรรมของเรา แต่กรรมนั้นไม่สามารถลบล้างหรือแก้ได้ สิ่งที่เราทำได้คือ ทำกรรมดีมา สมดุลกรรมไม่ดีในตัวเรานั่นเอง

แล้วจะทำอย่างไรล่ะ? อันนี้ก็คงแล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล แต่สำหรับผม เลือกการปฎิบัติธรรมง่ายสุด ได้ผลสุด ครับ ขอเล่าจากประสบการณ์จริงคือ ช่วงที่ผม อยู่ ม.5 มี มาสเตอร์(อาจารย์)ท่านหนึ่งในโรงเรียนได้ให้ทุกคนนั่งสมาธิทุกเช้า และก็แจกบทสวดมนต์ชินบัญชร มาให้ด้วย ซึ่งผมก็สวดไปทุกวันประกอบกับช่วงนั้น ฝึกมวยไท้เก็กอยู่ซึ่งเป็นมวยที่ ช่วยเสริมสมาธิและความสงบนิ่งของจิตได้ดี
ทำให้ในช่วงนั้น ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีตลอดเวลา รักธรรมชาติแวดล้อม รักแม้กระทั่งคนที่ด่าเรา เกลียดเรา ไม่รำคาญอะไรในสิ่งที่จะทำให้เราโกรธเลย ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขในจิตใจมาก และก็ ช่วงนั้นก็ได้พบกับสิ่งดีๆต่างๆมากมาย ไม่ว่าคนดีๆ คนมีน้ำใจ ต่างๆมาช่วย ทำให้ผมแปลกใจมากเลยทีเดียวแต่ พอผมเลิกไปจิตใจมันก็เริ่มขุ่นมัว ก็เริ่มเน่าอีกครั้งถึงปัจจุบัน T_T (คำสอนของ มาสเตอร์ คนนั้นผุดขึ้นในหัวเลย ว่า "ร่างกายชำระล้างได้ทุกวัน แต่จิตใจกลับไม่ชำระล้าง")

การเพิ่มกรรมดีในตัว ยังมีอีกหลายวิธี เช่น ทำบุญตักบาตร การทำทาน(พยายามทำโดยไม่คิดอกุศลดีกว่านะครับ เดี๋ยวนี้ถึง พวกขอทานปลอมจะเยอะ แต่ถ้าเราให้ด้วยใจบริสุทธิ์ น่าจะดีกว่าปล่อยให้ใจเราขุ่นมัวกับอคติต่อพวกเค้า) การช่วยเหลือผู้อื่น และอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่คุณจะทำ สิ่งที่คุณคิดว่าจะทำให้ใจคุณมีความสุขอย่างแท้จริง ผ่องใส ไม่มีอคติ และไม่เบียดเบียนคนอื่น นั่นแหละคุณทำไปเถอะครับ มันจะทำให้ พรหมลิขิตหรือชะตากรรมดีขึ้นมาอย่างแน่นอน !!!!!!

สุดท้ายนี้ ก็ ถ้าผิดพลาดประการใดในเนื้อหาก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ

ส่วนใครมีเรื่องราวพรหมลิขิต อะไรก็เอามาเมนต์แบ่งกันมั่งเน้ออยากอ่าน




edit @ 2007/08/22 00:28:55